Login
-
 view (265 )     comment (11 )     last update : 4/4/2560 22:45:50
Pete
อดีตรักฝังทราย

เธอเป็นสาวญี่ปุ่นผิวเหลือง ผมเรียกเธอว่า “เซก้า”  ความสวยงามแบบ Japanese built นั้นทำให้ผมหลงใหลความงามแบบตะวันออกของเธอ โดยเฉพาะที่ดวงตาเฉี่ยวและสะโพกสวย

 

เธออยู่กับผมตั้งแต่ผมเรียนปีหนึ่ง และไม่ว่าผมจะต้องใช้เวลาเคี่ยวกรำในการเรียน การฟังเลคเชอร์ หรือต้องดีเฟนด์ กันขนาดไหนก็ตาม เธอยังคงเฝ้ารอผมอย่างอดทนเสมอ ผมนับถือน้ำใจเธอจริงๆ

ผมเลือกเธอเพราะเธอสวยแปลกแบบเอเชีย มีจริตจะก้านแปลกตา ในขณะที่เพื่อนๆร่วมมหาลัยของผมต่างก็พอใจสาวอเมริกันและยุโรปกันจนออกนอกหน้า พวกเขาเชื่อมั่นในรูปโฉมและช่วงล่างที่คิดว่าหนั่นหนาสมน้ำสมเนื้อกับพวกเขา

 

ผมไม่อาจเปลี่ยนความคิดของใครได้ ทุกวันและแทบทุกคืนในบ้านพักที่พวกเราอยู่ร่วมกันโดยที่ต้องเปลี่ยนเวรกันทำงานบ้าน เช่นล้างจาน ดูดฝุ่น ตัดหญ้าที่สนาม หรือปีนหลังคาขึ้นไปซ่อมจุดร้าวจุดแตก รวมไปถึงนัดหมายกันอ่านหนังสือหลายเล่มให้ทันก่อนเข้าเรียนตอนเช้าเพื่อเตรียมตอบคำถามของโปรเฟสเซอร์จอมโหดที่มักจะชี้นิ้วเรียกพวกเราเรียงตัวให้อธิบายเรื่องต่างๆที่ให้พวกเราไปค้นคว้ากันมา แม้จะเป็นเรื่องธรรมดาๆในมหาลัยแต่พวกเราก็แอบคิดไม่ได้ว่าโปรเฟสเซอร์จะเคี่ยวกรำพวกเราไปถึงไหนกัน(วะ) กระทั่งเมื่อเรียนจบมาแล้วเราถึงเข้าใจสิ่งนั้น   

 

แต่...ระหว่างที่เราซึ่งทั้ง “เกรียน” และ “เรียน” กันอย่างหนักนั้นบรรดาสาวๆของพวกเราแต่ละคนต่างก็ยังคงรักมั่นซื่อสัตย์ต่อพวกเราไม่แปรเปลี่ยน

 

เวลาผ่านไปกระทั่งถึงวันที่พวกเราจบการศึกษา และผมคงต้องกลับบ้านสักที รวมทั้งเพื่อนคนอื่นที่ไม่ใช่คนที่นั่นก็ต้องเตรียมตัวกลับในไม่ช้า

 

“เฮ้ย ลุยขับรถมันจากแคลิฟอร์เนีย ผ่านเนวาด้า ลาสเวกัส แอริโซน่า ดัลลัส เดละแวร์ แล้วไปโผล่กันที่นิวยอร์กเถอะวะ ไหนๆก็จะจากกันแล้ว ไปลุยกันเถอะ พวกเอ็งจะจำประสบการณ์ครั้งนี้จนวันตาย”เจฟฟ์-ไอ้รูปหล่อขวัญใจสาวๆมหาลัยทั้งๆที่มันเรียนไม่เอาอ่าวแต่เล่น(อเมริกัน)ฟุตบอลเก่งบรรลัยพูดขึ้นมา

 

แปลกที่เวลาเจฟฟ์พูดอะไรสักอย่างจะมีคนขัดเสมอ แต่คราวนี้ทุกคนเห็นด้วยกับมัน...และท้ายที่สุดพวกหนุ่มๆอย่างผมและเพื่อนก็ต้องควงสาวของเราไปออกทริปสำคัญสามพันกว่าไมล์คราวนั้นด้วยกัน

 

ถ้าขับรถตะบี้ตะบันกันแบบไม่พักผ่อนเลยเราน่าจะลุยรวดเดียวตามระยะทางนั้นได้ภายในไม่เกิน 48 ชั่วโมง แต่ด้วยศักยภาพของพวกเรา (ตอนนั้น)ทำให้เราคิดว่าน่าจะใช้เวลาแบบเอ้อระเหยลอยชายไปๆมาๆเกินหนึ่งอาทิตย์หรืออาจจะสองอาทิตย์ด้วยซ้ำเพราะมีหลายจุดที่อยากเที่ยวแต่ไม่เคยได้เที่ยวตอนเรียน

 

ไอ้บิลบอกอยากแวะดูคฤหาสน์ของเอลวิส เพรสลีย์ที่เมมฟิสในดัลลัส ส่วนโอลาฟ-หนุ่มเยอรมันตาสีฟ้าผมสีทองอยากแวะที่เมืองลินช์เบอร์ก เคนตักกี้มันบอกว่าอยากไปจิบแจ็ค แดเนียลที่ต้นกำเนิดจริงๆ 

 

ส่วนผมอยากแวะไปเฉียดๆแอเรีย 51เพราะตอนนั้นคลั่งเรื่องเอเลียนและพื้นที่หวงห้ามขนาดหนัก....

 

เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในยุคกลางๆทศวรรษที่ 80 นั้นทำให้พวกคนหนุ่มอย่างเรารู้สึกคึกคักเสมอ...และอยากทำตามใจปรารถนา

 

เราออกเดินทางกันพร้อมสาวๆของพวกเรา...มันเป็นทริปที่ฮาเฮไม่น้อย หลายคนควักเอาเงินเก็บส่วนหนึ่งมาเป็นเงินกองกลางในการออกเที่ยวคราวนั้นด้วย ที่จริงก็น่าแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทั้งๆที่พวกเราคร่ำเคร่งเรียนกันหนักๆ แถมทำงานพิเศษกันด้วย ซึ่งดูท่าว่าไม่น่าจะมีเงินเก็บกันเท่าไหร่แต่จริงๆแล้วหลายปีที่อยู่ที่นั่นเรามีแบงก์เขียวๆกันไม่น้อย เวลาเอามาเทเป็นกองกลางนั้นพวกเราแทบไม่เชื่อสายตาเหมือนกัน

 

และในทริปเฉียดๆแอเรีย 51 นั่นเอง ที่ทำให้ผมต้องเสีย “เซก้า” สาวญี่ปุ่นผิวเหลืองที่อยู่กับผมมานาหลายปีไปแบบไม่มีวันได้หวนคืนมาอีก  เธอป่วยหนัก พวกเราพยายามทำทุกทางให้เธอฟื้นขึ้นมา ผมกระซิบบอกเธอว่าเรายังต้องเดินทางกันอีกไกล เธอไม่น่าจากผมไปตอนนั้น มันเร็วเกินไปและเอาเข้าจริงแล้ว ผมอยากนำเธอกลับไปเมืองไทยกับผมด้วยถ้าทุกอย่างเหมาะสม

 

ท้ายที่สุดผมก็ไม่อาจยื้อชีวิตเธอได้อีกต่อไป...เธอจากผมไปในคืนเหงาๆในจุดที่อยู่ห่างถนนไม่เท่าไหร่ ผมและเพื่อนประคองเธอไปไว้ที่ถ้ำเล็กๆแห่งหนึ่ง แม้จะรู้ดีว่าจุดนั้นเป็นจุดล่อแหลมที่ทางการอเมริกัน-กองทัพอากาศที่นั่นมักจะส่งหน่วย คอมโมดู๊ด หรือพวกตรวจการณ์ออกมาตรวจพื้นที่หวงห้ามเสมอ รวมทั้งบ่อยครั้งที่เราเห็นเฮลิคอปเตอร์สีดำบินตรวจเหนือพื้นที่เป็นคราวๆ แต่ตราบใดที่พวกเราไม่ได้ล้ำเข้าในเขตหวงห้ามก็ไม่มีใครมาไล่เรา

 

ทุกคืนเราได้เห็นแสงสีจากการทดลองบิน ในท้องฟ้าแอเรีย 51 สลับกับยานบินต่างๆที่ไม่รู้ว่าเป็นพวกยูเอฟโอหรือพวกอะไรกันแน่ในโครงการลับที่มีเพียงประธานาธิบดีอเมริกันเท่านั้นที่รู้.....

 

คืนพิเศษนั้น ผมถอดสร้อยเทอร์คอยท์ไว้กับเซก้า นำผ้าคลุมร่างเธอพร้อมกล่าวอำลาเป็นครั้งสุดท้าย และจากเธอมาด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มันเป็นทั้งความผูกพัน ความเข้าใจ ความอดทน และการดูแลซึ่งกันและกันตลอดเวลาที่ผมต้องวนเวียนอยู่ในมหาวิทยาลัยที่นั่น

 

“ตัดใจเถอะวะ พีท...เซก้าไปดีแล้ว...”เจฟฟ์ตบไหล่ผมเบาๆในช่วงเช้าระหว่างดื่มกาแฟหน้าจุดที่ผมเก็บซากแห่งความรักเอาไว้....

 

เราจากที่นั้นมาด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน...เพียงไม่นานเพื่อนๆผมก็ฮาเฮกับอีกหลายสิ่งที่พบเจอตามรายทาง แน่นอนว่าสาวๆของพวกเพื่อนๆนั้นก็คงสนุกสนานกับเพื่อนผมไปด้วย ส่วนผมได้แต่นั่งอึ้งเมื่อจากจุดนั้นมา ผมเห็นจุดที่ทิ้งเซก้าไว้ในเนวาด้าเป็นจุดเล็กลงเรื่อยๆ กระทั่งเลือนหายไปจากสายตา

 

นับจากวันนั้น ผมอยากกลับไปหาเซก้า อยากไปดูร่างของเธอ แต่คงทำไม่ได้อีกแล้ว นั่นก็เพราะว่าพื้นที่ตรงนั้นถูกกองทัพอากาศอเมริกันประกาศขยายเขตเป็นพื้นที่หวงห้ามมากขึ้น มันกินบริเวณที่เซก้าที่รักของผมสถิตอยู่....

 

ผมหวังว่าเธอคงอยู่นิรันดร์ ณ จุดนั้น....ผมยังคิดถึงเธอเสมอ และหวังลึกๆว่า ผมอาจจะได้พบเธออีกสักครั้ง

 

ทุกวันนี้ .... เวลาผ่านมาหลายทศวรรษแล้ว...ผมยังคงได้แต่คิดถึงเธอเท่านั้น...อนิจจา

 

(หมายเหตุ 1.....และ เฉลย...เซก้า คือ เซลิก้า(เซลิก้าหรือซิลิก้าแปลว่าทราย และนี่คือชื่อของบทความว่า"ทราย") หรือ โตโยต้า เซลิก้า จีที เครื่อง 2000 ซีซี ที่เคยรับใช้ผมตอนเรียนหนังสือ  เธอสิ้นลมเพราะสภาพเครื่องยนต์ไม่อาจซ่อมแซมได้อีกแล้ว รวมถึงเพลาขาด (เซลิก้าจีทีรุ่นท้ายเลียนแบบมัสแตงรุ่นนั้นขับเคลื่อนล้อหลังด้วยเพลายาว) จนไม่คุ้มที่จะซ่อมแซมกลางทะเลทราย)

 

(หมายเหตุ 2 ... สาวๆของพวกเราคือ รถทั้งหลายที่พวกเราซื้อมาแบบมือสองในราคาถูกๆตามประสานักศึกษาที่ไม่มีเงินถุงถัง แต่ละคันมีชื่อแบบผู้หญิงจริงๆ เพื่อนอเมริกันชอบรถแบบชาตินิยมซึ่งไม่พ้น เชฟโรเล็ตคามาโร – ปอนเตี๊ยกไฟเบิร์ด – มัสแตง และโอลด์สโมบิลคัทลาส มีคนหนึ่งใช้ลินคอล์น คอนติเนลตัลได้แค่เดือนเดียวพ่อก็มายึดคืนโดยไม่บอกสาเหตุ ส่วนเพื่อนที่มาจากยุโรป(ไม่รู้มันจะมากันทำไมที่บ้านมันก็มีมหาวิทยาลัยดังๆทั้งนั้น) ก็จะใช้วอลโว่-ซ้าบและเบนซ์รุ่น 220 D)

 

(หมายเหตุ 3...อ่านเรื่องนี้แล้วอย่าคิดมาก แค่อยากให้เห็นความรักในอีกรูปแบบหนึ่ง....ความที่เซลิก้าสีเหลืองมะนาวเป็นสีฮิตในยุคนั้น (แม้กระทั่งที่อเมริกา)ผมก็เลยอุปโลกน์ให้เป็นสาวญี่ปุ่นผิวเหลืองโดยตั้งชื่อว่า “เซก้า” ซึ่งมาจากชื่อเต็มว่าเซลิก้าตามที่บอกตอนต้น)

 

(หมายเหตุ 4 ... จบเถอะครับ เอามาให้อ่านกันเล่นๆ ตามประสาคนเคยมีความรัก)

(Pete@copyright)

ความคิดเห็น
ผู้แสดงความคิดเห็น

To Khun Paper,

ขอบคุณมากครับ ติดตามกันนะครับ
แสดงความคิดเห็นเมื่อ : 5/4/2560 21:23:37
ผู้แสดงความคิดเห็น

To Khun JiPa,

เรื่องเค้กนี้ผมเองก็อดใจอ่อนไม่ได้เหมือนกัน ตอนนี้ที่ร้าน Bake A Wish มีทั้งเค้กและเครื่องดื่มสุดอร่อย สุดชิล สุดสวย (น่าจะเหมาะกับ JiPa มากๆ)เตรียมจัดโปรฯกันอยู่ แว่วๆว่าตั้งแต่วันที่ 7-30 เมษานี้ ลองไปหาข้อมูลกันดูครับ

ว่าแต่ว่าไปคนเดียว อิ่มคนเดียว อร่อยคนเดียว นะครับ แต่ก็ชิลดีเหมือนกัน
แสดงความคิดเห็นเมื่อ : 5/4/2560 21:29:01
ผู้แสดงความคิดเห็น

To Khun Mintra

ขอบคุณที่ชอบครับ....อย่าลืมชอบ เซก้า ด้วยนะครับ ป่านนี้เขาคงสบายแล้วในความคุ้มครองของกองทัพอากาศอเมริกัน (หรือจะโดนทำลายไปแล้วก็ไม่รู้)

แสดงความคิดเห็นเมื่อ : 4/4/2560 23:03:22
ผู้แสดงความคิดเห็น

To Khun JiPa

นี่ถ้าผมไม่ใจร้อนรีบเอา “เฉลย” กับ Note-หมายเหตุ ทั้งหลายมาวาง ผมว่าสถานการณ์น่าจะหนักกว่านี้อีก (ลางสังหรณ์ทำงานเต็มประสิทธิภาพ) ขนาดคิดว่าน่าจะเป็น “เหตุบรรเทาโทษ”ได้ยังต้อง cross finger เลยนะครับ

เรื่องทำให้โกรธ....Hmmmm….ผมไปไม่เป็นเลย แรกสุดต้องขอโทษครับที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น (ครั้งต่อไปถ้ามีโอกาสจะทำให้ลุกขึ้นมา “สังหาร” คนเขียนดีมั้ยครับ) แต่ไม่รับประกันว่าสไตล์แบบนี้จะผุดออกมาอีกตอนไหน

เรื่อง “ร้องไห้” ... ประเด็นนี้ขอโทษหนักกว่าทำให้โกรธอีก...(นึกไม่ถึงอีกเช่นกัน....เคสนี้ ดึงร่างที่สังหารไปแล้วจากย่อหน้าก่อน มาสังหารซ้ำได้อีกรอบ) เผื่อจะไถ่โทษได้ ...และก็ไม่รับประกันอีกเหมือนเดิมว่าจะมีสไตล์แบบนี้อีกหรือเปล่า....

กรณีชอบเรื่องผู้ชายกับสายน้ำ...อ๋อ นึกออกแล้ว (ให้เวลาความจำเดินทางสักนิดครับ...อยู่ในโหมด “เอ๋อนะตัว” หรือ “เอ๋อละหนอ ดวงเดือนเอย” ชั่วขณะ) ไว้จะบอกคนๆนั้นให้นะครับ...ตอนนี้ได้ข่าวว่าเขากำลังซุ่มๆเดินสำรวจสายน้ำบางแห่งอยู่ ...

ขอบคุณ JiPa ครับที่คอมเมนต์....มาถึงตอนนี้แล้วก็ยังไม่รู้ว่าหายโกรธหรือยังร้องไห้อีกหรือไม่...ผม Make A Wish ให้หายโกรธและร้องไห้นะครับ ถ้าไม่หาย อาจชวนไปชิลที่ Bake A Wish ครับ....เค้กซี่ปุ่นร้านนี้อร่อยมากครับ....อร่อยจนลืมสาวญี่ปุ่นที่ชื่อเซก้าไปชั่วขณะ....แต่พอเค้กหมดคุณเซก้าแกก็โผล่มาหลอนได้อีก
แสดงความคิดเห็นเมื่อ : 5/4/2560 9:46:30
ผู้แสดงความคิดเห็น

สนุกดี...อยากอ่านอีก
แสดงความคิดเห็นเมื่อ : 5/4/2560 12:03:52