Login
-
 view (271 )     comment (0 )     last update : 10/20/2019 7:17:34 AM
หม่องฯ
ชีวิตคู่

ในฐานะผู้ชายดีๆ ที่หายากคนหนึ่ง ผมรู้สึกเห็นใจสตรีเพศจริงๆ ครับ 

ช่วงเวลาในการเลือกคู่ของเธอทั้งหลายช่างสั้นยิ่งนัก เพราะช่วงอายุขัยของวัยสาว เริ่มผลิบานเมื่อประมาณ 13 ปี แล้วมาสุดเขตแดนเมื่อ วัยสามสิบ วันเกิดครบรอบ 30 จึงเป็นตัวเลขแห่งความสะเทือนขวัญ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก หลายคนไม่อยากพูดถึง คนอื่นก็ไม่ควรเอ่ยปากด้วย ถือเป็นมารยาทสังคมอย่างหนึ่ง ยกเว้นพวกมีวาจาเป็น อาวุธที่ชอบถามว่า

“ ปาอะไรเอ่ยที่ผู้หญิงกลัวที่สุด “ เฉลย ปาเข้าไปสามสิบยังไม่มีผัว

“ใครดันถาม มันผู้นั้นสมควรตาย ตอนเรียนหนังสือเป็นนักเรียนนักศึกษา 

คุณพ่อคุณแม่ก็สอนนักสอนหนาว่า

“ อย่าริรักในวัยเรียน “ “ตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี จบแล้วค่อยมีแฟน “ 

ทั้งๆ ที่ไอ้ตอนเรียนหนังสือมี

โอกาสพบปะเพศตรงข้ามมากหน้าหลายตา ก็หาได้สนใจไม่ เป็นคนประเภท “ 

รักไม่ยุ่ง มุ่งแต่เรียน “

ทุ่มเทชีวิตให้แก่การศึกษา…เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา 

เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน



หลังจบการศึกษา ประกอบสัมมาอาชีวะ ขณะเดียวกันก็ใช้เวลาว่าง “เลือกสรร - 

ควานหา” ผู้จะมาเป็นเจ้าบ่าวในอนาคต ตั้งสเปกว่าต้องได้แฟน หนุ่มประเภทซูเปอร์เพอร์เฟค 

อย่างวิลลี่ แมคอินทอทหรือจอห์นนี่ แอนโฟเน่ หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องมาดแมนแฮนซั่ม หล่อล่ำดำขรึม 

ถึงจะได้มาตรฐาน ไอ้ประเภทหุ่นอัฟริกา หน้าติมอร์ อย่าได้สเออะหน้ามาให้เห็น ไม่มีทางได้แอ้มหรอก



จากวันเป็นเดือน - จากเดือนเป็นปี 

ความรักไม่มีวี่แววคืบหน้าแม้วันเวลาผ่านไป

เพราะที่ทำงานทั้งห้องมีผู้ชายอยู่แค่ 5 คน

เจ้านายก็มีเมียแล้ว… ไม่อยากตกเป็นภรรยาบุญธรรม

สองคนดันเป็นเกย์… อีกคนยังลังเลอยู่ว่าจะเป็นดีหรือเปล่า

คนสุดท้ายเป็นชายแท้ แต่กำลังถูกแย่งตัวระหว่างเกย์สองคนอยู่ 

ไม่อยากเข้าไปเป็นมือที่สาม…

นั่งรถมาทำงาน ก็สองชั่วโมงครึ่ง กลับอีกสองชั่วโมง สี่สิบนาที 

กลับถึงบ้านหมดสิ้นกำลัง

ขอนอนเอาแรงก่อน ขณะที่งีบหลับอย่างสนิท ภาพในความฝันที่เธอเห็นคือ

สถาบันการศึกษาที่เธอจบมา แหล่งที่มีเพศตรงข้ามชุกชุม 

เธอหวนรำลึกนึกถึงผู้ชายดีๆ ที่เขาเคยอุตส่าห์

มาเฝ้าตามจีบ ตามง้อตามตื้อ แล้วเราเล่นตัวจนเคยตัว 

ในที่สุดผลประโยชน์ตกอยู่ที่เพื่อนสนิท เป็นที่เรียบร้อย

แหม ! ไม่น่าเลย ยิ่งคิดยิ่งเสียดายจริงจริ๊ง…ตื่นพอดี เจอโลกแห่งความจริง



ดำเนินชีวิตไปแต่ละวัน ยิ่งเข้าหน้าหนาว ซองสีชมพูกลิ่นหอมๆ จาก เพื่อนๆ 

เริ่มทยอยมา ตามหลังซองกฐินซองผ้าป่าที่เพิ่งหมดฤดูกาล พอไปในงาน ดันเจอคำถามสะกิดใจอีกว่า

“เมื่อไรจะถึงคิวแจกการ์ดของตัวบ้างล่ะ”...

“โถ! การ์ดแต่งงานน่ะพิมพ์เสร็จแล้ว 

เหลือแต่ชื่อเจ้าบ่าวที่ยังไม่ได้เลือกว่าจะเป็นใคร เพราะครั้งนี้

เขาเปลี่ยนระบบเลือกตั้งใหม่ ยังงงๆ เรื่องปาร์ตี้ลิสต์อยู่เลย”

เอ๊ะ…เกี่ยวอะไรกัน!…ในใจก็คิดว่า ก็ฉันอยู่เป็นโสดนี่มันไม่ดียังไง 

หนักกระบาลใครรึเปล่า” เคยตั้งคำถามกันไหม…ว่าทำไมต้องแต่งงาน (กันด้วย!)

คำตอบจากเพื่อนๆ ที่แต่งงานแล้วหรืออยากจะแต่งงานอาจมีหลากหลาย

“อยู่คนเดียวมันว้าเหว่ อยากมีใครสักคนไว้แก้เหงา “ … รายนี้เห็นผู้ชาย 

เป็นตัวคลายเหงา

“รายได้ไม่พอใช้ หาคนช่วย (หาเงิน) “ … ผมกลัวมาช่วยผลาญเงินมากกว่า

“อยากมีลูก ก็ต้องหาพ่อก่อนสิ ... เกิดได้ลูกแล้วจะทิ้งพ่อรึเปล่าเนี่ยะ

“โรงงานพร้อมแล้ว ขาดผู้ประกอบการ”… เจ้าของคำตอบกำลังหาผู้ร่วมลงทุนฯลฯ



อันว่า “ ชีวิตคู่ “ อยู่ไปเพื่อสิ่งใด ? ชีวิตคู่ คือ การเติมเต็มซึ่งกันและกัน ดังนั้นเมื่อมีชีวิตสมรสแล้ว

ครึ่งหนึ่งของ ชีวิตเราจะหายไป ในส่วนที่ขาดจะมีครึ่งชีวิตของอีกฝ่ายมาเติมแต่งแห่งพื้นที่ว่างนั้น 

ขณะที่ครึ่งชีวิตของเราที่หาย ก็มิได้สูญสลายไปไหน มันก็ไปเติมที่ว่างของคู่เรานั่นเอง


ความคิดเห็น
--- No Comment ---